ชีวิตบนโลก

พลเมือง การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์

   พลเมืองมากกว่าครึ่งหนึ่งอาศัยอยู่ในชนบทบริเวณชานเมือง พลเมืองส่วนใหญ่เหล่านี้อาศัยอยู่ในประเทศด้อยพัฒนาในทวีปแอฟริกาและเอเชีย มีอาชีพหลักคือ การเกษตรแต่อย่างไรก็ตาม มีคนอีกเป็นจำนวนมากที่ได้ละทิ้งถิ่นฐานไปหางานทำในเขตเมือง เริ่มแรกผู้คนจะปลูกสร้างบ้านอยู่ใกล้ๆกันภายในหมู่บ้าน เพื่อจะได้มีเพื่อนบ้านอยู่ใกล้ชิดและเพื่อความปลอดภัยด้วย การอาศัยอยู่ใกล้กันนั้นยังรวมถึงการได้รับความสะดวกสบายและบริการต่างๆร่วมกัน จนเวลาผ่านไปนานเข้าหมู่บ้านหลายหมู่บ้านก็เจริญจนกลายเป็นเมืองเล็กๆ

เมืองเก่าอาจจะแคบเกินไปสำหรับการจราจรสมัยใหม่และสำหรับการเพิ่มจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่และทำงานอยู่ในเมืองเก่านั้น เพื่อปรับสภาพเมืองให้เหมาะสมกับสภาวะดังกล่าว จำเป็นต้องใช้นักวางผังเมืองให้เป็นผู้ตัดสินใจว่าควรจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง เมืองแต่ละเมืองจะมีความต้องการเฉพาะตัว ซึ่งเป็นหน้าที่ของนักวางผังเมืองที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เช่น เมืองท่องเที่ยวจำเป็นต้องมีโรงแรมไว้สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างพอเพียง เมืองมหาวิทยาลัยต้องการหอพักราคาถูกให้นักศึกษาเช่าพักอาศัยได้ หรือเมืองใดที่ล้อมรอบด้วยพื้นที่สีเขียวหรือพื้นที่ชนบท นักวางผังเมืองจะต้องแน่ใจว่า เมืองที่อยู่ใกล้พื้นที่สีเขียวเหล่านี้จะต้องไม่ขยายเข้าไปในเขตพื้นที่สีเขียวนอกจากนี้ นักวางผังเมืองจะต้องอนุรักษ์สิ่งก่อสร้างเก่าแก่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ไว้เป็นมรดกของลูกหลานต่อไป

ถ้าเมืองใดกลายเป็นเมืองที่ร่ำรวยอย่างรวดเร็ว เรียกว่า เมืองที่กำลังรุ่งเรือง ผู้คนและอุตสาหกรรมจำนวนมากจะหลั่งไหลเข้ามาอย่างทันทีทันใด แต่ถ้าเมืองใดยากจนลงหรือธุรกิจในเมืองซบเซา ผู้คนก็จะละทิ้งเมืองนั้นไปจนกลายเป็น เมืองร้าง

ถิ่นฐานที่อาศัย

    มีเหตุผลหลายประการที่บอกให้ทราบว่าทำไมคนเราต้องอาศัยในที่เขาอยู่และทำไมคนสมัยก่อนจึงเลือกทำเลที่ตั้งถิ่นฐานบริเวณนั้นเป็นที่แรก ก่อนที่พวกเขาจะเลือกที่ตั้งอย่างถาวร พวกเขาจะต้องคิดถึงสิ่งจำเป็นต่างๆ เช่น อาหาร น้ำ ความอบอุ่นและบ้านเรือน และยังต้องป้องกันการรุกรานของศัตรูได้อีกด้วยจากแผนที่เหล่านี้จะแสดงให้เห็นว่า คนสมัยก่อนเลือกทำเลสำหรับการตั้งถิ่นฐานกันอย่างไร

เริ่มต้นด้วยผู้ที่จะตั้งถิ่นฐานเหล่านี้มองหาทำเลที่เขามั่นใจดีว่า มีอาหาร น้ำ และวัสดุต่างๆ สำหรับก่อสร้างและทำเครื่องนุ่งห่มอย่างพอเพียง การตั้งถิ่นฐานในสมัยแรกๆนั้นพวกเขาเลือกบริเวณที่อยู่ใกล้แม่น้ำ หรือน้ำพุ และมีที่ราบที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงดูสัตว์และการปลูกพืช หลังจากตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกบริเวณใด พวกเขาก็จะต้องเลือกทำเลในบริเวณนั้นสำหรับการสร้างบ้านเรือนอย่างรอบคอบ พวกเขาพอใจที่จะอาศัยในบริเวณที่ง่ายต่อการป้องกันการรุกรานของศัตรู เช่น อยู่ใกล้ภูเขา หรือ บริเวณที่น้ำท่วมไม่ถึง และมีอากาศดี

ทุกวันนี้มนุษย์อาศัยอยู่ได้ในทุกพื้นที่ทุกรูปแบบและขนาดของถิ่นฐานก็แตกต่างกันด้วย พวกเขาเดินทางไปได้ไกลขึ้นเพราะพวกเขาสามารถหาอาหารน้ำและสิ่งต่างๆได้ทุกหนทุกแห่งที่เขาไปพัก ซึ่งสืบเนื่องจากความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีนั่นเอง ผู้คนจะอาศัยอยู่ ณ ที่ใดนั้นขึ้นกับสถานที่ทำงานของเขาซึ่งเขาจะต้องเดินทางไปและกลับด้วยการบริการด้านต่างๆที่เขาต้องการ เมืองใหญ่เป็นศูนย์กลางของหน่วยราชการในระดับท้องถิ่น ธุรกิจ วัฒนธรรม และศาสนาในแต่ละเมืองจะถูกแบ่งเป็นเขตต่างๆ

 

ประชากรโลก

    ประชากร หมายถึง จำนวนคนที่อยู่อาศัยในสถานที่แห่งหนึ่ง ประชากรโลกมีจำนวนประมาณ 5 พันล้านคนในปัจจุบันคาดว่าประมาณปี 2025 ประชากรโลกอาจเพิ่มขึ้นเป็น 8.5 – 10 พันล้านคน นั่นหมายความว่าโลกต้องแบกภาระความต้องการมากขึ้นกว่าเดิมประมาณ 1.5 เท่า ความเร็วของจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นเรียกว่า อัตราการเพิ่มจำนวนของประชากร ในอดีตพบว่าอัตราการเพิ่มของประชากรเป็นไปอย่างคงที่และช้าๆ ได้มีการคาดว่าในราวศตวรรษที่ 17 ประชากรโลกน่าจะมีประมาณ 500 ล้านคน และนับจากนั้นเป็นต้นมาอัตราการเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

จำนวนประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น ขึ้นอยู่กับจำนวนคนเกิดและตายในแต่ละปี ในประเทศออสเตรเลียพบว่าจำนวนประชากรทุก 1000 คนจะมีคนเกิดประมาณ 15 คน และมีคนตายประมาณ 7 คน นั่นคือจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวเลขดังกล่าวเรียกว่า อัตราการเกิด และอัตราการตาย มาตรฐานด้านสาธารณสุขของประชากรส่งผลต่ออัตราการเกิดและอัตราการตายของประชากรในแต่ละประเทศ ถ้ามีแพทย์และยาเพียงพอ เด็กจะรอดชีวิตมากและผู้ใหญ่จะมีอายุยืนยาวกว่าเดิม

การวางแผนครอบครัวก็มีผลต่อจำนวนประชากรด้วยเพราะเปิดโอกาสให้คู่สามีภรรยาเลือกได้ว่าควรจะมีบุตรเมื่อใดและควรมีกี่คน จำนวนประชากรอาจได้รับผลกระทบจากสงครามหรือภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น ผู้คนจำนวนมากอาจเสียชีวิตจากการเกิดสงคราม การขาดอาหาร รวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ ซึ่งจะเป็นผลให้มีจำนวนประชากรประเทศนั้นๆลดลงไปด้วย สำหรับผู้คนที่ออกนอกประเทศ เรียกว่า ผู้อพยพออกนอกประเทศ ซึ่งเขาเหล่านี้จะเข้าไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศใหม่ซึ่งเรียกว่า ผู้อพยพเข้าประเทศ

 

ประเทศที่ร่ำรวยและประเทศที่ยากจน

    เมื่อเวลาผ่านไป แต่ละประเทศจะค่อยๆพัฒนาไปอย่างช้าๆทั้งทางด้านอุตสาหกรรมและมาตรฐานการครองชีพสูงขึ้น ประเทศต่างๆในโลกมีการพัฒนาประเทศอยู่ในขั้นต่างๆกันจึงมีความแตกต่างกันมากระหว่างประเทศที่พัฒนาสูงสุดกับประเทศที่พัฒนาต่ำสุด เราเรียกประเทศที่ยากจนกว่าว่าประเทศด้อยพัฒนา และเรียกประเทศที่ร่ำรวยกว่าว่า ประเทศพัฒนามากกว่า เมื่อไม่นานมานี้ บางประเทศที่เคยเป็นประเทศด้อยพัฒนามาก่อนได้พัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และร่ำรวยขึ้นกว่าแต่ก่อน ประเทศเหล่านี้ถูกเรียกว่า ประเทศอุตสาหกรรมใหม่

ค่าใช้จ่ายของประเทศในด้านต่างๆ จะส่งผลต่อสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนในประเทศนั้นๆ โดยอาศัยข้อเท็จจริงต่างๆเกี่ยวกับประเทศและพลเมืองประเทศนั้น ก็จะบอกได้ว่าประเทศนั้นมีการพัฒนาถึงขั้นใด ความเป็นอยู่ในประเทศที่ยากจนนั้นค่อนข้างลำบาก เด็กๆได้เรียนหนังสือน้อย จึงอ่านเขียนไม่ค่อยได้ ผู้คนในประเทศเหล่านั้นจะเสียเวลาส่วนใหญ่ไปกับความต้องการระดับพื้นฐานชีวิต คือ เชื้อเพลิงและน้ำ น้ำในแหล่งน้ำเกิดปัญหามลพิษและยังมีอาหารกินน้อยมาก จึงทำให้เกิดการขาดสารอาหารรวมถึง จำนวนโรงพยาบาลก็น้อยไปด้วย ประเทศที่ยากจนเหล่านี้จะมีอัตราการเสียชีวิตของพลเมืองสูงมากเช่นกัน

สาเหตุที่ทำให้ประเทศต่างๆยากจนนั้นมีหลายประการ เช่น มีทรัพยากรธรรมชาติน้อย เช่นขาดแร่ธาตุ ผลผลิตทางการเกษตรต่ำ บางประเทศอาจมีพื้นที่เป็นภูเขา ทะเลทราย หรือป่าทึบ บางแห่งอาจมีแมลงศัตรูพืชจำพวกตั๊กแตนมาก และยังเกิดภัยธรรมชาติเช่น น้ำท่วม บางประเทศอาจมีสภาพอากาศที่ร้อนจัดหรือหนาวจัด สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยทำให้การเกษตร อุตสาหกรรมและการขนส่งเป็นไปได้ยาก ส่งผลให้การพัฒนาประเทศเป็นไปได้ช้ามาก เช่นกัน

พลเมืองประเภทต่างๆ

  พลเมืองบนโลกในปัจจุบันมีมากมายหลากหลายเผ่าพันธุ์และมีจำนวนมากขึ้นซึ่งพลเมืองต่างก็ยังคงอยู่ร่วมกันในแต่ละประเทศมนุษย์ในยุคแรกอาศัยอยู่ในทวีปแอฟริกา ก่อนจะเริ่มกระจายตามสถานที่ต่างๆทั่วโลกและดำรงเผ่าพันธุ์ซึ่งในปัจจุบันพลเมืองถูกแบ่งเป็นเผ่าพันธุ์ต่างๆดังนี้

นิโกร คนนิโกรแท้ๆมีวิวัฒนาการในทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นที่ที่มีอากาศร้อนจัดผิวและดวงตาจะมีสีเข้มเพราะเม็ดสีจำนวนมากสำหรับป้องกันความร้อนจากแสงแดด ผมที่หยิกม้วนพันกันเพื่อปกป้องศรีษะจากความร้อน

คนมองโกเลียน คนมองโกเลียนแท้ๆ มาจากทวีปเอเชียที่ซึ่งบางแห่งมีอากาศหนาวจัดมาก คนกลุ่มนี้มีใบหน้ากลมที่มีไขมันเพื่อให้ความอบอุ่น ตาที่เรียวเล็กและมีหนังตาที่หนาจะช่วยป้องกันแสงจ้าและหิมะรวมถึง ลมที่พัดแรง ชาวญี่ปุ่น ชาวจีนและเอเชียตอนกลาง เป็นกลุ่มชนที่สืบเชื้อสายมากจากคนมองโกเลียน

คนโครเอเชียน ชาวโครเอเชียนมาจากยุโรป แอฟริกาเหนือ ตะวันออกกลาง และคาบสมุทรอินเดีย ซึ่งอากาศไม่ร้อนจัดเท่ากับพื้นที่ที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร คนโครเอเชียนจะมีผิวและดวงตาสีอ่อนเพราะไม่จำเป็นต้องมีเม็ดสีมากเพื่อป้องกันแดดจ้าดังเช่น กลุ่มชนที่อาศัยอยู่บริเวณสภาพอากาศร้อนกว่า

พลเมืองในอเมริกา ชนกลุ่มแรกที่อาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาเป็นบรรพบุรุษของคนอเมริกันอินเดียน เมื่อประมาณ 35,000 ปีมาแล้วชนกลุ่มนี้ได้เดินทางจากทวีปเอเชียไปทวีปอเมริกาโดยผ่านทางช่องแคบแบริง ซึ่งเป็นเสมือนสะพานเชื่อมทั้งสองทวีปต่อจากนั้นผู้คนในเผ่าพันธุ์นี้ก็กระจายจากอเมริกาเหนือลงสู่อเมริกาใต้ ดังนั้นคนอเมริกันอินเดียนจึงสืบเชื้อสายมาจากคนมองโกเลียนในทวีปเอเชีย

พลเมืองของโลก

    ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เชื่อว่า เมื่อประมาณ 2-3 ล้านปีก่อนมนุษย์น่าจะมีวิวัฒนาการอยู่ในทวีปแอฟริกา เมื่อเวลาผ่านไปมนุษย์ก็แยกย้ายไปอยู่ตามส่วนต่างๆของทวีปนี้และไปยังทวีปเอเชีย และยุโรป รูปร่างหน้าตาของมนุษย์ค่อยๆปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมจนเกิดเป็นมนุษย์ 3 กลุ่มสำคัญคือ นิโกรมองโกเลียน และโครเอเชียน ดังเช่นในสมัยนานมาแล้วมนุษย์พวกที่เข้าไปยังอเมริกาและออสเตรเลียได้พัฒนาเป็นอเมริกันอินเดียน และเป็นออสตราเลเชียนอะบอริจิน และเผ่าเมารี แม้ว่าทุกวันนี้จะสามารถบอกความแตกต่างของคนแต่ละเผ่าพันธุ์ในยุคปัจจุบันนี้ได้ แต่ความเป็นเผาพันธุ์ดั้งเดิมจะยังไม่สามารถพบได้ เพราะลักษณะภายนอกนั้นได้ผสมผสานกันจนแยกไม่ออก เนื่องจากการย้ายถิ่นไปรอบโลกและแต่งงานกันระหว่างผู้คนต่างเผ่าพันธุ์

ผู้คนที่อยู่รอบโลกมีความแตกต่างทั้งรูปร่าง หน้าตา ศาสนา ภาษา อาหารการกิน ดนตรีและประเพณี สิ่งต่างๆเหล่านี้เมื่อนำมารวมกันจะทำให้เกิดวัฒนธรรมของชาติพันธุ์มนุษย์ขึ้น ผู้คนทั้งหลายมักจะเดินทางไปเพื่อแสวงหาถิ่นใหม่ๆเพื่อตั้งรกรากเสมอ ทุกวันนี้มีหลายประเทศที่มีพลเมืองหลายเผ่าพันธุ์อยู่รวมกัน วัฒนธรรมต่างๆได้ผสมผสานกลืนเข้าด้วยกัน โดยคนกลุ่มใหม่ที่เข้ามาอาศัยอยู่ได้นำประเพณีต่างๆ จากประเทศเดิมเข้าไปยังประเทศใหม่ และก็ได้รับเอาวัฒนธรรมจากประเทศใหม่ด้วย

เมื่อผู้คนย้ายเข้าไปตั้งถิ่นฐานใหม่พวกเขาอาจจะรบกวนการดำรงชีวิตของชนพื้นเมือง โดยคนพื้นเมืองอาจจะต้องสูญเสียดินแดนที่เคยอาศัยอยู่ และยังต้องรับเอาวัฒนธรรมของผู้ที่เข้ามาอยู่ใหม่ด้วยคนพื้นเมืองอาจต้องเสียดินแดนของตนเองและต้องอาศัยในเขตที่แคบเรียกว่า เขตสงวน