ชีวิตบนโลก

การย้ายถิ่นฐานในดินแดนสุวรรณภูมิ

สุวรรณภูมิ เป็นชื่อเรียกดินแดนที่มีการกล่าวถึงในคัมภีร์โบราณหลายฉบับในทางพระพุทธศาสนา ดินแดนสุวรรณภูมิ จึงแปลว่า ดินแดนแห่งทองคำ หมายถึงดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ ปรากฏในคัมภีร์ของพระพุทธศาสนา ส่วนมากปรากฏในคัมภีร์ชาดกเรื่องราวที่มีอดีตมายาวนาน เช่น มหาชนกชาดก กล่าวถึงพระมหาชนกเดินทางมาค้าขายที่สุวรรณภูมิ แต่เรือแตกกลางทะเล ในสมัยสังคายนาครั้งที่ 3 ราว พ.ศ. 234 พระเจ้าอโศกมหาราชได้ส่งพระธรรมทูตมาเผยแผ่พุทธศาสนาที่สุวรรณภูมิ โดยมีพระโสณเถระและพระอุตตรเถระเป็นประธาน เมื่อท่านมาถึง ได้ปราบผีเสื้อสมุทรที่ชอบเบียดเบียนชาวสุวรรณภูมิ ทำให้ชาวสุวรรณภูมิเลื่อมใส จากนั้นท่านได้แสดงพรหมชาลสูตร เป็นที่น่าสังเกตว่า ตอนปราบผีเสื้อสมุทร ท่านได้สวดพระปริตรป้องกันเกาะสุวรรณภูมิไว้ จึงมีคำเรียก สุวรรณภูมิ อีกชื่อหนึ่งว่า สุวรรณทวีป แปลว่า เกาะทอง เมื่อสันนิษฐานจากสองคำนี้ ทำให้ได้ข้อสรุปอย่างน้อย 2 อย่าง คือ  สุวรรณภูมิ เป็นดินแดนที่เป็นแผ่นดินใหญ่และสุวรรณทวีป คือ เกาะที่อยู่ติดกับสุวรรณภูมิและเนื่องจากในชาดกกล่าวว่า สุวรรณภูมิอยู่ทางทิศตะวันออกของอินเดีย เมื่อพิจารณาจากแผนที่โลก จึงน่าจะสันนิษฐานได้ต่อไปว่า สุวรรณภูมิ คือส่วนที่เป็นแผ่นดิน ได้แก่ ประเทศพม่า ลาว ไทย กัมพูชา ส่วนสุวรรณทวีปซึ่งเป็นเกาะ น่าจะได้แก่ เกาะชวา สุมาตรา หรืออินโดนีเซีย ตลอดทั้งฟิลิปปินส์เมื่อพิจารณาหลักฐานทางโบราณคดีเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาพบว่า เมืองหงสาวดี และเมืองนครปฐมสมัยทวารวดี มีอายุเก่าแก่ที่สุด และร่วมสมัยกัน คือ ราวพุทธศตวรรษที่ 6  มีความเข้าใจมาช้านานแล้วว่าในบริเวณที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน เคยมีชื่อเรียกว่า สุวรรณภูมิตามความเข้าใจของชาวอินเดียที่เดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายแถบนี้ แต่ปัญหาที่มักเป็นคำถามอยู่เสมอในการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยก็คือ ดินแดนสุวรรณภูมิเป็นของชนชาติใด ชนชาติไทยมาจากไหนมาจากตอนใต้ของจีน หรือมีพัฒนาการมาจากดินแดนในประเทศไทยในปัจจุบัน ปัญหาเหล่านี้มักจะเป็นข้อสงสัยในประวัติศาสตร์ไทยอยู่ตลอดเวลา ในการศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์นั้น ในปัจจุบันนักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีได้แบ่งช่วงสมัยของประวัติศาสตร์ ออกอย่างกว้าง ๆ เป็น 2 สมัย ลายลักษณ์อักษรเป็นสำคัญ คือ สมัยก่อนประวัติศาสตร์คือช่วงระยะเวลาตั้งแต่มนุษย์ถือกำเนิดขึ้นมาและดำรง ชีพโดยยึดถือหลักฐานที่เป็นตามธรรมชาติเช่นเดียวกับ สัตว์โลกอื่นๆต่อมามนุษย์บางกลุ่มสามารถปรับชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นโดย การนำเอาทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ไฟ น้ำ หิน โลหะ ไม้ เป็นต้น มาใช้ประโยชน์ สร้างสมความเจริญและถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลัง จนสามารถพัฒนาเป็นสังคมเมือง การเรียนรู้เรื่องราวในยุคนี้ได้จากหลักฐานทางโบราณคดี เช่น โครงกระดูก เครื่องมือเครื่องใช้ และภาพศิลปะถ้ำต่าง ๆ สมัยประวัติศาสตร์ หมายถึง สมัยที่มีการประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นใช้บันทึกบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ทำให้การศึกษาประวัติศาสตร์ในช่วงยุคสมัยนี้ชัดเจนมากขึ้นโดยอาศัยหลักฐานทางโบราณคดีสนับสนุน ช่วงสมัยนี้สามารถแบ่งย่อยได้ เช่น การตั้งเมืองหลวง การเปลี่ยนราชวงศ์ เป็นต้น

ชีวิตของคนเกาหลีใต้

ทั่วโลกต่างรู้ว่าเกาหลีใต้เป็นประเทศที่เติบโตเร็วมากและยังมีเศรษฐกิจที่ใหญ่โต แม้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะชะลอตัว และยังคงเป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นแนวหน้า โดยเฉพาะนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์อีเลคโทรนิคส์และการสื่อสาร เช่น ผลิตภัณฑ์ของบริษัท sumsung ที่ตีตลาดการค้าไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 1 – 2 ทศวรรษ อุตสาหกรรมหนัก เช่น การผลิตรถยนต์ก็ขยายตัวมากและรวดเร็ว แม้จะยังคงเทียบกับประเทศญี่ปุ่น ไม่ได้ก็ตาม เช่น รถยนต์ยี่ห้อ เป็นต้นแต่ในประเทศเกาหลี ประชาชนเกือบทั้งหมดใช้รถที่ผลิตภายในประเทศ โดยเฉพาะสองยี่ห้อดังกล่าว เป็นที่นิยมมาก มีการใช้รถจากญี่ปุ่นและยุโรป หรืออเมริกาน้อยมาก และราคารถนำเข้าก็แพงมากด้วยเกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่เข้มแข็งและใหญ่โต มีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ได้แก่ ถนนหนทาง ระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน รวมถึงการลงทุนด้านการศึกษาสูง รายได้ของประชากรในเขตเมืองแม้ต่างสาขาอาชีพอยู่ที่ประมาณ 50,000 บาทต่อคน ต่อเดือน ในขณะที่ค่าครองชีพก็สูงมาก ติดอันดับต้นๆของโลกด้วยเช่นกันสังคมของเกาหลีใต้ มีความเติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็วของคนระดับชนชั้นกลาง ซึ่งมารองรับกับเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและการค้าที่ขยายตัว คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่มุ่งหน้าเข้าสู่งานภาคอุตสาหกรรมการค้าและบริการอย่างขนานใหญ่ (ต้องกล่าวไว้ในที่นี่ด้วยว่า คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่มีรูปร่างทางกายภาพที่สูงใหญ่กว่าคนรุ่นก่อนอย่างเห็นได้ชัด เฉลี่ยความสูงผู้ชายอยู่ที่ 180 ซม.และผู้หญิงอยู่ที่ 170 ซม. ผิวขาว หน้าตาดี และส่วนใหญ่ ประมาณ 80 % ทำศัลยกรรมใบหน้า ทั้งชายและหญิง) ส่วนคนชราเกษียณอายุหรือวัยกลางคนขึ้นไปก็ได้รับการจ้างงานอย่างดีในภาคงานบริการ เช่น ทำความสะอาดสถานที่ พนักงานรักษาความปลอดภัย ทำอาหาร ค้าขาย พนักงานขับรถ เป็นต้น ทั้งนี้ยังมีผู้สูงอายุบางส่วนที่เกษียณอายุหรือลาออกจากงานก่อนเกษียณ ผันตัวเองมาทำงานอาสาสมัครให้กับสังคมอย่างจริงจัง ได้แก่ ช่วยกำกับดูแลการจราจร ช่วยดูแลเด็กเล็กในการไปโรงเรียน เป็นต้น

อุปนิสัยของชาวเวียดนาม

คนเวียนามลักษณะเด่นของ ชาวเวียดนาม คือ เป็นกลุ่มคนที่มีความขยันขันแข็งและมีความอดทนเป็น พิเศษ แม้คนจีนก็ยังยอมรับว่าคนญวน มีความขยันขันแข็งในการประกอบอาชีพมากว่าตน ในเรื่องน้ำอดน้ำทนของคนญวนไม่มีชาติใดในเอเชีย ที่เหนือกว่าคนญวน การที่คนญวนสามารถทนทำสงครามต่อสู้กับสหรัฐอริเมริกาเป็นเวลานานนับ 10 ปี ทั้งๆ ที่ประเทศของตนประสบกับความเสียหายอย่างยับเยิน จากการโจมตีที่ทิ้งระเบิดของสหรัฐ ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ อย่างดีถึงความอดทนของคนญวน เมื่อคนญวนอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย ก็ตั้งหน้าทำมาหากิน ประกอบกับการที่รัฐบาลไทยในระยะนั้น ได้ให้อุปการะช่วยเหลือ ทำการจัดสรรแบ่งที่ดินให้ทำกิน และให้ยืมทุนในการประกอบอาชีพรวมทั้งปล่อยให้ทำมาหากินโดยอิสระเสรี ไม่มีการกีดกั้นหรือหวงห้ามแต่อย่างใดจึงเป็นผลให้คนญวนสามารถสร้างฐานะความเป็นอยู่ ให้เป็นปึกแผ่นขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดคนญวนก็สามารถสร้างฐานะทางเศรษฐกิจของตนให้เหนือกว่าคนไทยในชุมชน

คนญวน ประกอบอาชีพเกือบทุกประเภท นับแต่ด้านการเกษตร การช่างฝีมือต่าง ๆ เช่น ช่างไม้ ชางเหล็ก ช่างกลึง ช่างนาฬิกา ช่างไฟฟ้าวิทยุ ช่างเย็บเสื้อผ้า ช่างเครื่องยนต์ ต่อตัวถังรถยนต์ อาชีพค้าขายทุกชนิด การประมง การแพทย์ ถ่ายรูป การค้าขายในตลาดสด เป็นต้น ด้วยความขยันหมั่นเพียร และการมีน้ำอดน้ำทน สามารถประกอบอาชีพได้ทุกชนิดโดยไม่มีการรังเกียจ ผลจึงปรากฎว่า ชุมชนใดที่มีกลุ่มชาวญวนอยู่ อิทธิพลทางเศรษฐกิจจะตกอยู่ในมือของคนกลุ่มนี้เป็นส่วนใหญ่ด้านสังคม ในท้องถิ่นที่มี คนญวน อาศัยอยู่ คนญวนจะรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น คบค้าสมาคมเฉพาะคนญวนด้วยกัน

 

อุปนิสัยคนจีนและการคบค้าสมาคม

อุปนิสัยคนจีน มีที่ให้ศึกษามากมาย และ เป็นช่องทางที่จะทำให้เราเข้าไป เสริมสร้างในสิ่งที่เค้าขาดแคลนได้ คือ การหาความเป็น กลางเพื่อลดความเป็นปัจเจกบุคคลของแต่ละคนลงไปด้วย วิธีการนั่งสมาธิและวิธีการปฏิบัติด้วยธรรมชาติของมนุษย์ นั่นเองอุปนิสัยที่เจอ ในโลกที่ปิด ด้วยการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ แต่ก็เปิดกว้างด้านการศึกษา ด้วยระบบแนวความคิดของ ขงจื๊อ ที่นำความธรรมชาติของโลกผนวกเข้ากับธรรมชาติของตัวมนุษย์ จึงทำให้คนจีนสนใจที่จะศึกษาสิ่งรอบตัว และมีความคิดที่ไม่เหมือนใคร ขอเป็นเพียงทำให้พวกเค้าอยู่รอดในสังคมและดำเนินชีวิตในปัจจุบันได้ (เพราะสังคมที่บีบคั้นและความลำบากที่เจอ) นี่จึงเป็นหนทางที่จะทำให้พวกเค้าได้รับอิสระในชีวิตเราเลยพบเจอ อะไรก็แล้วแต่ที่มากมาย มักมาจากประเทศจีน หรือประโยคที่ว่า ที่ไหนไม่มี ที่จีนมีแน่นอน ประชากรคนจีนมีเยอะมากกว่าคนไทยหลายร้อยเท่า แต่เรื่องทะเลาะตบตีกันถึงขั้นตายมีน้อยมากๆ เพราะด้วยพวกเค้าไม่เป็นคนที่ถูกปลูกนิสัยให้เป็นคนแบ่งพรรคแบ่งพวก คนจีนส่วนใหญ่ไม่ค่อยคบใครจริง ๆ จัง ๆ นอกจากคนในครอบครัว หากใครที่สามารถทำให้คนจีน กล่าวได้ว่า นี่คือเพื่อนฉัน แปลว่า คุณจะได้รับความจริงใจและความเป็นเพื่อนที่ดีไปตลอดชีวิต และถือว่า คุณจะเป็นกัลยาณมิตรชั้นดีเลยทีเดียวคนจีนจะมีการแบ่งพวกและแบ่งประเภทของความเป็นเพื่อนเยอะมาก ๆ สำหรับคนจีนแล้วจะไม่ค่อยเห็นใครไปค้างบ้านเพื่อน หากมีปัญหาอะไร ก็มักจะปรึกษาหารือกับคนในครอบครัวมากกว่า ทำนอง ความในอย่านำออก ความนอกอย่านำเข้าคนจีนส่วนใหญ่เป็นคนชอบคบน้อย ๆ แต่คบนาน ๆ พวกเค้าถึงได้รักครอบครัว ให้ความเคารพพ่อแม่มากเหลือเกิน

วิถีชีวิตคนญี่ปุ่น

สำหรับอาหารเช้า ถ้าในเมืองสมัยนี้ก็นิยมทานแบบฝรั่งกันหน่อย อย่างขนมปัง ไข่ดาว กาแฟ อะไรอย่างนั้น แต่ถ้าเป็นต่างจังหวัดหรือเป็นคนมีอายุก็จะนิยมทานข้าวเป็นหลัก กับข้าวสำหรับอาหารเช้าก็จะมีค่อนข้างเป็นมาตรฐานซึ่ง ต้องมีซุปเต้าเจี้ยวMiso shiruผักดองTsuke mono นอกจากนี้ก็นิยมทาน สาหร่ายNoriชนิดจืดที่ปิ้งแล้วYaki noriหรือชนิดที่ปรุงรสสำเร็จแล้วAjitsuki noriซึ่งที่เมืองไทยก็เห็นมีขายอยู่ อีกอย่างที่มีบ่อยก็คือไข่ดิบNama tamago ซึ่งตีไข่สดและผสมซีอิ๊วญี่ปุ่นShouyu แล้วราดข้าวร้อนๆทานเลย อร่อยมาก นอกจากนี้ก็มีอาหารพื้นบ้านแล้วแต่ท้องถิ่น ถ้าเป็นที่ใกล้ทะเลหรือสายน้ำก็จะมีปลาแน่นอน แบบย่างYaki zakanaหรือแบบตากแห้งแล้วHimonoปิ้ง ถ้าเป็นภูเขาลึกๆก็มักจะมีผักป่าทางภูเขาSansai ตั้งแต่ภาคตะวันออกKantoขึ้นไปก็จะนิยมทานถั่วหมักNattoกันมากในอาหารเช้า

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว สำหรับเด็กจะไปโรงเรียน ถ้าเป็นเด็กประถมศึกษาก็มักจะมีการเดินทางไปโรงเรียนเป็นกลุ่มซึ่งเด็กที่อยู่บ้านใกล้กันจะนัดเจอกันหน้าบ้าน

สำหรับผู้ใหญ่ที่จะไปทำงานตามออฟฟิศ ส่วนใหญ่เดินทางไปด้วยรถยนต์ ถ้าเป็นต่างจังหวัด ในเมืองจะใช้รถเมล์หรือรถไฟ แต่สำหรับการเดินทางด้วยรถไฟในเมืองใหญ่ตอนเช้าก็จะลำบาก เพราะมีผู้โดยสารจำนวนมาก

ตอนเย็นเด็กๆกลับมาจากโรงเรียน แต่สมัยนี้มีเด็กจำนวนมากที่ต้องไปต่อที่โรงเรียนพิเศษ(Juku) เพื่อจะเตรียมเข้าโรงเรียนดีๆในอนาคต บางทีขนาดเด็กประถมก็จะไปเรียนจนดึกมากอย่างสามสี่ทุ่ม สำหรับคุณพ่อที่ทำงานอยู่ที่ออฟฟิศก็ยิ่งจะหนัก ตามปกติแล้วกลับบ้านตามเวลากำหนดไม่ได้เลย การทำโอทีในประเทศญี่ปุ่นนี้กลายเป็นเรื่องธรรมเนียม ถ้ากลับบ้านได้สองทุ่มก็ถือว่าเร็วมาก

ชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่น

เมื่อพักกับครอบครัวชาวญี่ปุ่น วิถีชีวิตในแต่ละวันก็ต้องเป็นแบบเดียวกับคนญี่ปุ่นตั้งแต่ตื่นเช้าถึงเข้านอน แน่นอนว่าขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม และวิถีการดำเนินชีวิตย่อมแตกต่างจากคนไทย เมื่อมาเรียนภาษาญี่ปุ่นแล้ว ควรปรับตัวและเรียนรู้ที่จะปฏิบัติตัวให้เข้ากับธรรมเนียมของคนญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน    คนญี่ปุ่นโดยทั่วไปจะไม่อาบน้ำในตอนเช้า อาบครั้งเดียวในตอนค่ำ ในฤดูหนาวก็อาจจะอาบแต่เว้นวันเพราะหนาวมาก นอกจากนี้ที่ญี่ปุ่นบางคนก็มีคนออกกำลังกายตอนเช้าเยอะเหมือนกัน ส่วนมากจะวิ่ง Jogging หรือเดินเล่น(Sanpo)กันพร้อมกับเจ้าตัวสุนัขที่เลี้ยงอยู่ที่บ้าน

ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันในการเดินทาง :ระบบการรถไฟของกรุงโตเกียวมีประสิทธิภาพมากที่สุด สะดวก รวดเร็ว และตรงเวลามากที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นสุดยอดแห่งความสับสนสำหรับคนที่เพิ่งมาถึงโตเกียวใหม่ ๆ เนื่องจากมีทั้งรถไฟธรรมดาและรถไฟใต้ดินหลายสิบสาย ทั้งยังมีการแบ่งประเภทรถไฟเป็นรถธรรมดา รถเร็ว รถด่วนให้ยิ่งงงมากขึ้นไปอีก

ค่าโดยสาร :ค่าโดยสารรถไฟและรถเมล์จะขึ้นอยู่กับระยะทาง การเดินทางจากบ้านมายังโรงเรียนจะต้องใช้เงินประมาณ 400 – 700 เยน หรือประมาณ 130 – 230 บาท/ต่อเที่ยว หากซื้อตั๋วเดือนก็จะได้ราคาที่ถูกกว่า ตั๋วเดือนนั้นจะกำหนดสายและสถานีต้นทาง-ปลายทาง นักเรียนสามารถใช้ตั๋วเดือนนี้เดินทางด้วยรถไฟสายนั้น ในระยะทางจากสถานีที่บ้านถึงที่โรงเรียน และสามารถขึ้นลงที่สถานีใดก็ได้ในระหว่างสถานีต้นทางและปลายทาง โดยไม่จำกัดจำนวนเที่ยวภายใน 1 เดือน ( ตั๋วเดือนจะแบ่งเป็นประเภท 1 เดือน , 3 เดือน , 6 เดือน )

พลเมือง การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์

   พลเมืองมากกว่าครึ่งหนึ่งอาศัยอยู่ในชนบทบริเวณชานเมือง พลเมืองส่วนใหญ่เหล่านี้อาศัยอยู่ในประเทศด้อยพัฒนาในทวีปแอฟริกาและเอเชีย มีอาชีพหลักคือ การเกษตรแต่อย่างไรก็ตาม มีคนอีกเป็นจำนวนมากที่ได้ละทิ้งถิ่นฐานไปหางานทำในเขตเมือง เริ่มแรกผู้คนจะปลูกสร้างบ้านอยู่ใกล้ๆกันภายในหมู่บ้าน เพื่อจะได้มีเพื่อนบ้านอยู่ใกล้ชิดและเพื่อความปลอดภัยด้วย การอาศัยอยู่ใกล้กันนั้นยังรวมถึงการได้รับความสะดวกสบายและบริการต่างๆร่วมกัน จนเวลาผ่านไปนานเข้าหมู่บ้านหลายหมู่บ้านก็เจริญจนกลายเป็นเมืองเล็กๆ

เมืองเก่าอาจจะแคบเกินไปสำหรับการจราจรสมัยใหม่และสำหรับการเพิ่มจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่และทำงานอยู่ในเมืองเก่านั้น เพื่อปรับสภาพเมืองให้เหมาะสมกับสภาวะดังกล่าว จำเป็นต้องใช้นักวางผังเมืองให้เป็นผู้ตัดสินใจว่าควรจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง เมืองแต่ละเมืองจะมีความต้องการเฉพาะตัว ซึ่งเป็นหน้าที่ของนักวางผังเมืองที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เช่น เมืองท่องเที่ยวจำเป็นต้องมีโรงแรมไว้สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างพอเพียง เมืองมหาวิทยาลัยต้องการหอพักราคาถูกให้นักศึกษาเช่าพักอาศัยได้ หรือเมืองใดที่ล้อมรอบด้วยพื้นที่สีเขียวหรือพื้นที่ชนบท นักวางผังเมืองจะต้องแน่ใจว่า เมืองที่อยู่ใกล้พื้นที่สีเขียวเหล่านี้จะต้องไม่ขยายเข้าไปในเขตพื้นที่สีเขียวนอกจากนี้ นักวางผังเมืองจะต้องอนุรักษ์สิ่งก่อสร้างเก่าแก่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ไว้เป็นมรดกของลูกหลานต่อไป

ถ้าเมืองใดกลายเป็นเมืองที่ร่ำรวยอย่างรวดเร็ว เรียกว่า เมืองที่กำลังรุ่งเรือง ผู้คนและอุตสาหกรรมจำนวนมากจะหลั่งไหลเข้ามาอย่างทันทีทันใด แต่ถ้าเมืองใดยากจนลงหรือธุรกิจในเมืองซบเซา ผู้คนก็จะละทิ้งเมืองนั้นไปจนกลายเป็น เมืองร้าง

ถิ่นฐานที่อาศัย

    มีเหตุผลหลายประการที่บอกให้ทราบว่าทำไมคนเราต้องอาศัยในที่เขาอยู่และทำไมคนสมัยก่อนจึงเลือกทำเลที่ตั้งถิ่นฐานบริเวณนั้นเป็นที่แรก ก่อนที่พวกเขาจะเลือกที่ตั้งอย่างถาวร พวกเขาจะต้องคิดถึงสิ่งจำเป็นต่างๆ เช่น อาหาร น้ำ ความอบอุ่นและบ้านเรือน และยังต้องป้องกันการรุกรานของศัตรูได้อีกด้วยจากแผนที่เหล่านี้จะแสดงให้เห็นว่า คนสมัยก่อนเลือกทำเลสำหรับการตั้งถิ่นฐานกันอย่างไร

เริ่มต้นด้วยผู้ที่จะตั้งถิ่นฐานเหล่านี้มองหาทำเลที่เขามั่นใจดีว่า มีอาหาร น้ำ และวัสดุต่างๆ สำหรับก่อสร้างและทำเครื่องนุ่งห่มอย่างพอเพียง การตั้งถิ่นฐานในสมัยแรกๆนั้นพวกเขาเลือกบริเวณที่อยู่ใกล้แม่น้ำ หรือน้ำพุ และมีที่ราบที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงดูสัตว์และการปลูกพืช หลังจากตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกบริเวณใด พวกเขาก็จะต้องเลือกทำเลในบริเวณนั้นสำหรับการสร้างบ้านเรือนอย่างรอบคอบ พวกเขาพอใจที่จะอาศัยในบริเวณที่ง่ายต่อการป้องกันการรุกรานของศัตรู เช่น อยู่ใกล้ภูเขา หรือ บริเวณที่น้ำท่วมไม่ถึง และมีอากาศดี

ทุกวันนี้มนุษย์อาศัยอยู่ได้ในทุกพื้นที่ทุกรูปแบบและขนาดของถิ่นฐานก็แตกต่างกันด้วย พวกเขาเดินทางไปได้ไกลขึ้นเพราะพวกเขาสามารถหาอาหารน้ำและสิ่งต่างๆได้ทุกหนทุกแห่งที่เขาไปพัก ซึ่งสืบเนื่องจากความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีนั่นเอง ผู้คนจะอาศัยอยู่ ณ ที่ใดนั้นขึ้นกับสถานที่ทำงานของเขาซึ่งเขาจะต้องเดินทางไปและกลับด้วยการบริการด้านต่างๆที่เขาต้องการ เมืองใหญ่เป็นศูนย์กลางของหน่วยราชการในระดับท้องถิ่น ธุรกิจ วัฒนธรรม และศาสนาในแต่ละเมืองจะถูกแบ่งเป็นเขตต่างๆ

 

ประชากรโลก

    ประชากร หมายถึง จำนวนคนที่อยู่อาศัยในสถานที่แห่งหนึ่ง ประชากรโลกมีจำนวนประมาณ 5 พันล้านคนในปัจจุบันคาดว่าประมาณปี 2025 ประชากรโลกอาจเพิ่มขึ้นเป็น 8.5 – 10 พันล้านคน นั่นหมายความว่าโลกต้องแบกภาระความต้องการมากขึ้นกว่าเดิมประมาณ 1.5 เท่า ความเร็วของจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นเรียกว่า อัตราการเพิ่มจำนวนของประชากร ในอดีตพบว่าอัตราการเพิ่มของประชากรเป็นไปอย่างคงที่และช้าๆ ได้มีการคาดว่าในราวศตวรรษที่ 17 ประชากรโลกน่าจะมีประมาณ 500 ล้านคน และนับจากนั้นเป็นต้นมาอัตราการเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

จำนวนประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น ขึ้นอยู่กับจำนวนคนเกิดและตายในแต่ละปี ในประเทศออสเตรเลียพบว่าจำนวนประชากรทุก 1000 คนจะมีคนเกิดประมาณ 15 คน และมีคนตายประมาณ 7 คน นั่นคือจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวเลขดังกล่าวเรียกว่า อัตราการเกิด และอัตราการตาย มาตรฐานด้านสาธารณสุขของประชากรส่งผลต่ออัตราการเกิดและอัตราการตายของประชากรในแต่ละประเทศ ถ้ามีแพทย์และยาเพียงพอ เด็กจะรอดชีวิตมากและผู้ใหญ่จะมีอายุยืนยาวกว่าเดิม

การวางแผนครอบครัวก็มีผลต่อจำนวนประชากรด้วยเพราะเปิดโอกาสให้คู่สามีภรรยาเลือกได้ว่าควรจะมีบุตรเมื่อใดและควรมีกี่คน จำนวนประชากรอาจได้รับผลกระทบจากสงครามหรือภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น ผู้คนจำนวนมากอาจเสียชีวิตจากการเกิดสงคราม การขาดอาหาร รวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ ซึ่งจะเป็นผลให้มีจำนวนประชากรประเทศนั้นๆลดลงไปด้วย สำหรับผู้คนที่ออกนอกประเทศ เรียกว่า ผู้อพยพออกนอกประเทศ ซึ่งเขาเหล่านี้จะเข้าไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศใหม่ซึ่งเรียกว่า ผู้อพยพเข้าประเทศ

 

ประเทศที่ร่ำรวยและประเทศที่ยากจน

    เมื่อเวลาผ่านไป แต่ละประเทศจะค่อยๆพัฒนาไปอย่างช้าๆทั้งทางด้านอุตสาหกรรมและมาตรฐานการครองชีพสูงขึ้น ประเทศต่างๆในโลกมีการพัฒนาประเทศอยู่ในขั้นต่างๆกันจึงมีความแตกต่างกันมากระหว่างประเทศที่พัฒนาสูงสุดกับประเทศที่พัฒนาต่ำสุด เราเรียกประเทศที่ยากจนกว่าว่าประเทศด้อยพัฒนา และเรียกประเทศที่ร่ำรวยกว่าว่า ประเทศพัฒนามากกว่า เมื่อไม่นานมานี้ บางประเทศที่เคยเป็นประเทศด้อยพัฒนามาก่อนได้พัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และร่ำรวยขึ้นกว่าแต่ก่อน ประเทศเหล่านี้ถูกเรียกว่า ประเทศอุตสาหกรรมใหม่

ค่าใช้จ่ายของประเทศในด้านต่างๆ จะส่งผลต่อสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนในประเทศนั้นๆ โดยอาศัยข้อเท็จจริงต่างๆเกี่ยวกับประเทศและพลเมืองประเทศนั้น ก็จะบอกได้ว่าประเทศนั้นมีการพัฒนาถึงขั้นใด ความเป็นอยู่ในประเทศที่ยากจนนั้นค่อนข้างลำบาก เด็กๆได้เรียนหนังสือน้อย จึงอ่านเขียนไม่ค่อยได้ ผู้คนในประเทศเหล่านั้นจะเสียเวลาส่วนใหญ่ไปกับความต้องการระดับพื้นฐานชีวิต คือ เชื้อเพลิงและน้ำ น้ำในแหล่งน้ำเกิดปัญหามลพิษและยังมีอาหารกินน้อยมาก จึงทำให้เกิดการขาดสารอาหารรวมถึง จำนวนโรงพยาบาลก็น้อยไปด้วย ประเทศที่ยากจนเหล่านี้จะมีอัตราการเสียชีวิตของพลเมืองสูงมากเช่นกัน

สาเหตุที่ทำให้ประเทศต่างๆยากจนนั้นมีหลายประการ เช่น มีทรัพยากรธรรมชาติน้อย เช่นขาดแร่ธาตุ ผลผลิตทางการเกษตรต่ำ บางประเทศอาจมีพื้นที่เป็นภูเขา ทะเลทราย หรือป่าทึบ บางแห่งอาจมีแมลงศัตรูพืชจำพวกตั๊กแตนมาก และยังเกิดภัยธรรมชาติเช่น น้ำท่วม บางประเทศอาจมีสภาพอากาศที่ร้อนจัดหรือหนาวจัด สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยทำให้การเกษตร อุตสาหกรรมและการขนส่งเป็นไปได้ยาก ส่งผลให้การพัฒนาประเทศเป็นไปได้ช้ามาก เช่นกัน